← 回到 Hotel Universal Port Vita

ใครจะเป็นคนจ่ายค่าทาโกยากิ

## ใครจะเป็นคนจ่ายค่าทาโกยากิ "ใครเป็นคนบอกว่าเราจะถึงโรงแรมก่อนบ่ายสองวะ?" ผมโพล่งขึ้นพลางจ้องนาฬิกาที่บอกเวลาบ่ายสามครึ่งด้วยสายตาว่างเปล่า ท่ามกลางเสียงลากกระเป๋าที่ดังครืดคราดบนพื้นถนน "ก็นายไง! ไอ้ทางลัดที่ว่าน่ะ พาเราเดินวนรอบสถานีไปสามรอบจนฉันจะจำหน้าหมาทุกตัวในย่านนี้ได้แล้ว!" เอพริลแผดเสียงพลางกระชากกระเป๋าใบยักษ์ที่ดูเหมือนจะหนักกว่าตัวเธอเอง เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายตามไรผมจากความชื้นของโอซาก้า "เอาน่า ถือว่าสำรวจเมือง" บาสหัวเราะร่วนจนตัวโยน "ถ้าช้ากว่านี้อีกนิด เราคงได้นอนนับดาวบนฟุตบาทหน้ายูเอสเจแน่ๆ" "งั้นใครถึงห้องคนสุดท้าย จ่ายค่าทาโกยากิคืนนี้!" ## พื้นที่ว่างระหว่างความจริงกับจินตนาการ เราเช็คอินที่ Hotel Universal Port Vita ห้องที่เราจองไว้คือ พอร์ต ดีป โอเชียน ฟลอร์ บนชั้น 14 ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก โลกภายนอกที่วุ่นวายและเต็มไปด้วยแสงนีออนของโอซาก้าก็ถูกตัดขาดหายไปอย่างสิ้นเชิง เหลือเพียงสีน้ำเงินเข้มที่โอบล้อมเราไว้เหมือนการจมดิ่งลงสู่มหาสมุทรที่เงียบสงัด กลิ่นอายสะอาดสะอ้านของผ้าปูเตียงผสานกับความเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศที่ปะทะผิวหนัง ทำให้ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดบ่ายค่อยๆ ละลายหายไปเหมือนเกลือในน้ำ โครงสร้างของคอนเซปต์รูมที่นี่ถูกออกแบบมาให้เราลืมว่านี่คือตึกสี่เหลี่ยมกลางเมือง ผนังที่มีลวดลายปะการังและแมงกะพรุนจางๆ สะท้อนแสงไฟสลัวที่วูบไหวคล้ายระลอกคลื่นใต้ทะเลลึก ผมทิ้งตัวลงบนเตียงที่นุ่มจนรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังไร้น้ำหนัก แรงโน้มถ่วงรอบตัวเปลี่ยนไปในทันที ความโกลาหลเมื่อครู่กลายเป็นเพียงเสียงสะท้อนที่ห่างไกล ในแคปซูลสีน้ำเงินของ Hotel Universal Port Vita เราไม่ได้เป็นเพียงนักท่องเที่ยว แต่เป็นผู้ลี้ภัยจากความเร่งรีบที่ได้มาพักพิงในความฝันสีคราม ซึ่งห่างจากความตื่นเต้นของยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เจแปน เพียงแค่การเดินเท้าสี่นาที มันคือพื้นที่กึ่งกลางที่อนุญาตให้เราได้หายใจช้าลง และปล่อยให้จิตใจล่องลอยไปกับความเงียบที่โอบอุ้มเราไว้ ## บทสนทนาในคืนที่แสงไฟหรี่ลง "แกคิดว่าซากุระจะบานทันพรุ่งนี้ไหม" เอพริลถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ขณะที่เรากึ่งนั่งกึ่งนอนจมอยู่ในกองหมอนนุ่มๆ แสงสีน้ำเงินในห้องทำให้ใบหน้าของทุกคนดูอ่อนละมุนและห่างไกลจากความโกรธเคืองเมื่อตอนกลางวัน "พยากรณ์บอกว่าเริ่มแล้วนะ" บาสตอบโดยไม่ละสายตาจากหน้าจอมือถือที่ส่องแสงสว่างวาบในความมืด "แต่เอาเข้าจริง การได้มานั่งโง่ๆ ในห้องสีน้ำเงินนี่ก็รู้สึกดีชะมัด เหมือนเราถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเลยว่ะ" "นั่นดิ" ผมพึมพำพลางมองเพดาน "บางทีการที่แผนพังตั้งแต่วันแรก อาจจะเป็นส่วนที่จริงใจที่สุดของทริปนี้ก็ได้" "พูดให้ดูหล่อไปเถอะ นายแค่ขี้เกียจเดินหาทางไปสวนสาธารณะมากกว่า" เราหัวเราะพร้อมกันเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่นุ่มนวลและเปราะบางกว่าตอนกลางวัน คลอไปกับแสงสลัวจากโคมไฟหัวเตียงที่ทำให้ทุกอย่างดูพร่าเลือนและอ่อนโยน รองเท้าผ้าใบที่วางระเกะระกะภายใต้แสงสีน้ำเงินที่ยังคงหายใจอยู่ในห้อง - เดินจากโรงแรมไปยูเอสเจตอนเช้าตรู่เพื่อสัมผัสอากาศเย็นของเดือนมีนาคม - ใช้เวลาในเลานจ์ของโรงแรมเพื่อวางแผนการเดินทางอย่างไม่รีบร้อน