← 回到 ORIENTAL HOTEL UNIVERSAL CITY

เราจ้องมองจุดสีฟ้าในแผนที่ดิจิทัลที่หมุนคว้างราวกับเข็มทิศที่เสียสติ จนความเวียน

เราจ้องมองจุดสีฟ้าในแผนที่ดิจิทัลที่หมุนคว้างราวกับเข็มทิศที่เสียสติ จนความเวียนหัวเริ่มเกาะกิน สุดท้ายเราเลือกที่จะยอมจำนน ทิ้งแผ่นหลังพิงกำแพงปูนที่เย็นเยียบและชื้นแฉะ ปล่อยให้โชคชะตาทำหน้าที่นำทาง เราพนันกันด้วยเสียงหัวเราะแห้งๆ ว่าใครจะหลงทางก่อนกัน ผลคือเราทุกคนจมดิ่งอยู่ในความสับสนนั้นพร้อมกัน จนกระทั่งโผล่มาที่ ORIENTAL HOTEL UNIVERSAL CITY ในสภาพที่เหมือนเพิ่งผ่านสมรภูมิย่อมๆ มาพร้อมกับลมหายใจที่หอบถี่ --- รสสัมผัสของทาโกยากิที่ร้อนจัดจนลวกลิ้น แป้งนุ่มละมุนเกือบจะละลายในปาก ผสานกับซอสรสเค็มหวานที่เปรอะเปื้อนอยู่ที่มุมปากของเพื่อนคนหนึ่ง กลิ่นหอมไหม้จางๆ ของปลาแห้งลอยฟุ้งในอากาศเดือนพฤษภาคมที่เริ่มอุ่นขึ้นทีละนิด มันคือรสชาติของความหิวโหยที่ถูกเติมเต็มในจังหวะที่พอดีอย่างน่าประหลาด ท่ามกลางเสียงจอแจของเมืองที่ไม่มีวันหลับใหล --- "นายบอกว่าอีกนิดเดียว แต่นี่มันกิโลที่สามแล้วนะ" เพื่อนผมโพล่งขึ้นพร้อมชี้ไปยังรองเท้าที่เริ่มชื้นแฉะด้วยหยดน้ำค้าง ผมยักไหล่แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า "ก็นิดเดียวของผมกับของนายมันคนละสเกลกัน" เราหัวเราะให้ความล้มเหลวของกระดาษนำทางที่กลายเป็นเพียงเศษขยะไร้ค่าในมือ ความขัดแย้งเล็กๆ กลายเป็นจังหวะดนตรีที่ขับเคลื่อนการเดินทางที่ไร้ทิศทางของเรา --- เรื่องตลกที่รู้กันเพียงสามคนคือความพยายามที่จะเดินเลียนแบบตัวละครในยูเอสเจ แต่ท่าทางที่ออกมากลับดูเหมือนคนกำลังกระวนกระวายหาห้องน้ำอย่างหนัก เราเดินวนเป็นวงกลมจนผู้คนที่ผ่านไปมาเริ่มส่งสายตาฉงนสงสัย ซึ่งสำหรับเราแล้ว สายตาเหล่านั้นกลับเป็นเหมือนกระจกเงาที่สะท้อนความบ้าบอของเราออกมาได้อย่างซื่อตรงที่สุด --- ในห้วงเวลาที่ความเงียบเข้าครอบงำ ผมทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นสีเขียวจัดของใบไม้เดือนพฤษภาคมที่สว่างวาบจนเกือบจะสะท้อนแสง ราวกับว่าธรรมชาติกำลังตะโกนบอกถึงการเริ่มต้นใหม่ ผมรู้สึกได้ว่าโลกหมุนช้าลงจนเกือบจะหยุดนิ่ง ความวุ่นวายของโอซาก้าที่เคยดังกึกก้องกลายเป็นเพียงฉากหลังที่พร่าเลือนและห่างไกล --- ภายในห้องพักแบบพรีเมียร์ทวิน เส้นสายสีดำคมกริบตัดกับสีเอิร์ธโทนอย่างลงตัว ความสะอาดสะอ้านของพื้นที่ทำให้ผมรู้สึกเกรงใจจนไม่กล้าแม้แต่จะแกะห่อขนมบนเตียง แต่เมื่อทิ้งตัวลงสัมผัสกับฟูกที่นุ่มราวกับก้อนเมฆ ความเหนื่อยล้าทั้งหมดก็ถูกดูดซับหายไปในทันที มันคือพื้นที่กักเก็บความสงบที่ตัดขาดผมออกจากโลกภายนอกได้อย่างสมบูรณ์แบบ --- ฝนกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาในช่วงโกลเด้นวีค เราติดอยู่ในเลานจ์ของโรงแรม มองเห็นผู้คนข้างนอกวิ่งวุ่นราวกับมดที่ตื่นตระหนก แต่ภายในนี้กลับมีเพียงเสียงน้ำแข็งกระทบขอบแก้วดังกริ๊งๆ และเสียงหัวเราะที่ดังเกินความจำเป็นของพวกเรา เข็มทิศที่พึ่งพาไม่ได้นำทางเรามาพบกับความสะดวกสบายที่ไม่ได้คาดหวังในวันที่ฟ้าหม่น --- ผมเริ่มคิดว่าการเป็นคนแปลกหน้าในเมืองที่หมุนเร็วอย่างโอซาก้าก็น่าสนใจดี โดยเฉพาะเมื่อมีเพื่อนที่พร้อมจะบ้าไปด้วยกันเดินอยู่ข้างๆ ความไม่สมบูรณ์แบบของทริปนี้—ทั้งการหลงทางและความล้มเหลว—กลับทำให้ทุกอย่างดูจริงแท้กว่าที่เคย ไม่จำเป็นต้องมีบทสรุปที่สวยหรู แค่รู้ว่าในนาทีนี้เรามาถึงที่นี่ด้วยกันก็เพียงพอแล้ว แสงไฟสลัวในบาร์ที่สะท้อนบนผิวแก้วเหล้าอย่างโดดเดี่ยว - ลองไปนั่งปล่อยใจที่เลานจ์ตอนเย็นๆ บรรยากาศดีจนไม่อยากลุกไปไหน - เดินจากโรงแรมไปยูเอสเจแค่นาทีเดียว เก็บแรงไว้ตะลุยสวนสนุกให้เต็มที่